← บทความกฎหมาย

ถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม ทำอะไรได้บ้าง? รู้สิทธิตาม พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558

หนี้สินและสัญญาเผยแพร่ 18 ตุลาคม 2569

หลายคนที่ประสบปัญหาการเงินมักเจอกับการทวงหนี้ที่สร้างความกดดัน เช่น โทรมาไม่เว้นแต่ละวัน โทรหาที่ทำงาน หรือพูดจาข่มขู่ จนรู้สึกว่าเมื่อเป็นหนี้แล้วก็ต้องยอมทุกอย่าง ความจริงแล้ว พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 วางกติกาไว้ชัดเจนว่าผู้ทวงหนี้ทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้

กฎหมายนี้ใช้กับใคร

กฎหมายฉบับนี้ใช้กับผู้ทวงถามหนี้ที่เป็น "มืออาชีพ" เช่น ธนาคาร บริษัทบัตรเครดิต บริษัทสินเชื่อ ผู้ให้กู้ที่ทำเป็นธุรกิจ (รวมถึงเจ้าหนี้นอกระบบที่ปล่อยกู้เป็นปกติธุระ) บริษัทรับจ้างทวงหนี้ และทนายความที่รับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้

แต่ถ้าเป็นการยืมเงินกันระหว่างเพื่อนหรือญาติแบบส่วนตัว โดยทั่วไปจะไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครเป็นเจ้าหนี้ การข่มขู่ ทำร้าย หรือหมิ่นประมาท ก็ยังอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาได้

การทวงหนี้ที่ "ทำได้"

  • ติดต่อเฉพาะลูกหนี้ หรือบุคคลที่ลูกหนี้ระบุไว้ให้ติดต่อ
  • ติดต่อในเวลาที่กำหนด คือ วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.00–20.00 น. และวันหยุดราชการ เวลา 08.00–18.00 น.
  • ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง ตามประกาศคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ (นับเฉพาะครั้งที่ติดต่อถึงตัวและรับรู้ว่าเป็นการทวงหนี้)
  • ผู้ทวงหนี้ต้อง แจ้งชื่อตัวเองและชื่อเจ้าหนี้ ให้ลูกหนี้ทราบ และหากทวงแทนเจ้าหนี้ ต้องแสดงหลักฐานการได้รับมอบอำนาจเมื่อลูกหนี้ขอดู

หากผู้ทวงหนี้ติดต่อคนอื่น เช่น เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนบ้าน ทำได้เพียงเพื่อสอบถามที่อยู่หรือช่องทางติดต่อลูกหนี้เท่านั้น และห้ามบอกว่าลูกหนี้เป็นหนี้

การทวงหนี้ที่ "ห้ามทำ"

  • ข่มขู่ ใช้ความรุนแรง หรือทำให้เสียหายต่อร่างกาย ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน
  • ใช้ถ้อยคำดูหมิ่น หยาบคาย
  • เปิดเผยเรื่องหนี้ให้ผู้อื่นรู้ เช่น ประจานในโซเชียลมีเดีย หรือบอกหัวหน้างาน
  • ส่งจดหมาย ไปรษณียบัตร หรือข้อความที่ระบุชัดว่าเป็นการทวงหนี้ให้คนอื่นเห็น
  • แอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ศาล ตำรวจ หรือทนายความ ทั้งที่ไม่ใช่
  • ขู่ว่าจะถูกจับ ติดคุก หรือถูกยึดทรัพย์ทันที ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาล
  • เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทวงหนี้เกินอัตราที่คณะกรรมการกำหนด

ผู้ฝ่าฝืนอาจมีทั้งโทษทางอาญาและโทษปรับทางปกครอง แล้วแต่ลักษณะการกระทำ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

"ถูกทวงหนี้ผิดกฎหมาย หนี้ก็ไม่ต้องจ่ายแล้ว" ไม่ใช่ครับ กฎหมายนี้คุ้มครองวิธีการทวง แต่ไม่ได้ทำให้หนี้หมดไป ลูกหนี้ยังมีหน้าที่ชำระหนี้ตามสัญญา

"ไม่จ่ายหนี้บัตรเครดิต ตำรวจจะมาจับ" หนี้เงินกู้หรือหนี้บัตรเครดิตทั่วไปเป็นเรื่องทางแพ่ง เจ้าหนี้ต้องไปฟ้องศาล และหากชนะคดีจึงจะบังคับคดีตามขั้นตอนได้ การขู่ว่าจะจับติดคุกจึงมักเป็นการทวงหนี้ที่ไม่ถูกต้อง

"ไม่รับสายไปเลยจะดีที่สุด" การหลบหน้าอาจทำให้ปัญหาลุกลาม และพลาดโอกาสเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ หากได้รับหมายศาลยิ่งต้องไม่เพิกเฉย

ถ้าถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม ควรทำอย่างไร

  1. ตั้งสติและขอข้อมูล ถามชื่อผู้ทวง ชื่อบริษัท และเจ้าหนี้ที่ได้รับมอบหมาย
  2. เก็บหลักฐานทุกอย่าง เช่น บันทึกเสียงสนทนา แคปหน้าจอข้อความ ประวัติการโทร วันเวลา และรายชื่อพยานที่ได้ยินหรือได้เห็น
  3. ร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ ซึ่งรับเรื่องผ่านสถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ หรือศาลากลางจังหวัดในพื้นที่
  4. หากเจ้าหนี้เป็นธนาคารหรือสถาบันการเงิน สามารถแจ้งศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้อีกช่องทางหนึ่ง
  5. หากถูกข่มขู่ ทำร้าย หรือประจาน ควรแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะอาจเป็นความผิดอาญาด้วย
  6. เจรจาหาทางออกเรื่องหนี้ควบคู่กันไป เช่น ขอผ่อนชำระ ขอปรับโครงสร้างหนี้ หรือเข้ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่เปิดอยู่ในขณะนั้น

สรุป

การเป็นหนี้ไม่ได้ทำให้ใครหมดศักดิ์ศรีหรือหมดสิทธิตามกฎหมาย ผู้ทวงหนี้มีสิทธิทวง แต่ต้องทวงอย่างถูกต้องและให้เกียรติ หากรู้กติกาและเก็บหลักฐานไว้ให้ดี ลูกหนี้ก็สามารถปกป้องตัวเองได้ พร้อมกับหาทางชำระหนี้อย่างเป็นระบบ

หากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการถูกทวงหนี้หรือการเจรจาหนี้ สามารถปรึกษาสำนักงานกฎหมาย ประสูตร์ พัฒนกุล ทนายความ ได้

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายสำหรับกรณีใดกรณีหนึ่ง

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับกรณีของท่าน ข้อเท็จจริงที่ต่างกันอาจทำให้ผลทางกฎหมายต่างกัน
มีปัญหาลักษณะนี้? ปรึกษาทนายของเรานัดปรึกษา

บทความอื่น

แชทกับเรา